ลงประกาศขายที่ดิน

กรุณาเข้าสู่ระบบ หรือสมัครสมาชิกใหม่เพื่อเริ่มการลงประกาศ

ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่จ่อปรับขึ้นเฉลี่ย 15% เริ่มใช้ปี 2570

บทความสาระน่ารู้เรื่องที่ดินและอสังหาริมทรัพย์

1-2-2-728x485.jpg 98.71 KB
ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่จ่อปรับขึ้นเฉลี่ย 15% เริ่มใช้ปี 2570 สีลม–เพลินจิตยังครองทำเลแพงสุด

กรมธนารักษ์เตรียมประกาศ ราคาประเมินที่ดินรอบใหม่ ครอบคลุมกว่า 37 ล้านแปลงทั่วประเทศ สำหรับรอบบัญชีปี 2570–2573 โดยคาดว่าราคาประเมินจะปรับเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ไม่น้อยกว่า 15% และจะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2570

ทั้งนี้ ราคาประเมินรอบปัจจุบันซึ่งใช้ในช่วงปี 2566–2569 จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2569

นายอัครุตม์ สนธยานนท์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า การจัดทำราคาประเมินครั้งนี้ดำเนินการตาม พระราชบัญญัติการประเมินราคาทรัพย์สินเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ พ.ศ. 2562 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม รวมถึงการใช้งานด้านอื่นของภาครัฐ

คาดว่าราคาประเมินใหม่จะประกาศอย่างเป็นทางการภายใน เดือนธันวาคม 2569

ปรับราคาประเมินให้ใกล้ราคาตลาด

แนวทางสำคัญของการประเมินรอบใหม่นี้ คือการพยายาม ลดช่องว่างระหว่างราคาประเมินของรัฐกับราคาซื้อขายจริงในตลาด

ปัจจุบันราคาประเมินยังต่ำกว่าราคาตลาดประมาณ 30–40% โดยกรมธนารักษ์ตั้งเป้าให้ราคาประเมินใหม่มีความแตกต่างจากราคาตลาด ไม่เกิน 15–20% เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของที่ดินในแต่ละพื้นที่มากขึ้น

การประเมินจะใช้ข้อมูลราคาซื้อขายย้อนหลัง ไม่เกิน 3 ปี ร่วมกับการสำรวจสภาพพื้นที่จริง โดยคณะกรรมการประเมินราคาประจำจังหวัดเป็นผู้จัดทำข้อมูล และมีหน่วยงานส่วนกลางทำหน้าที่กำกับดูแล

ทั้งนี้ ในบางพื้นที่ราคาประเมินอาจปรับเพิ่มหรือลดลง ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การขยายตัวของชุมชน และสภาพเศรษฐกิจในพื้นที่

ภาพรวมทั่วประเทศคาดขึ้นเฉลี่ย 15%

กรมธนารักษ์ประเมินว่า ราคาประเมินที่ดินทั่วประเทศในรอบใหม่จะเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า 15% ซึ่งสูงกว่าการปรับรอบปัจจุบันที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 8.93%

ปัจจัยหลักที่นำมาพิจารณา ได้แก่

  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคม
  • การขยายตัวของชุมชนและเมือง
  • ปริมาณการซื้อขายที่ดินในพื้นที่
  • ภาวะเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค

อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจาก ปัญหาน้ำท่วม หรือสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีการปรับราคาหรือไม่

4 ทำเลใจกลางกรุงเทพฯ ทะลุวาละ 1 ล้านบาท

พื้นที่ที่มีราคาประเมินสูงที่สุดยังคงอยู่ใน ย่านศูนย์กลางธุรกิจของกรุงเทพฯ (CBD) โดยเฉพาะ 4 ถนนสำคัญ ได้แก่

  • ถนนสีลม
  • ถนนเพลินจิต
  • ถนนพระราม 1
  • ถนนวิทยุ

ทำเลเหล่านี้มีแนวโน้มที่ราคาประเมินจะ ทะลุ 1 ล้านบาทต่อตารางวา เนื่องจากเป็นพื้นที่ศักยภาพสูงและมีข้อมูลราคาซื้อขายในตลาดรองรับอย่างชัดเจน

ในทางตรงกันข้าม พื้นที่ที่มีราคาประเมินต่ำที่สุดในกรุงเทพฯ ยังคงอยู่บริเวณ คลองโล่ง–ชายทะเล เขตบางขุนเทียน ประมาณ 500 บาทต่อตารางวา

ส่วนพื้นที่ที่มีราคาประเมินต่ำที่สุดของประเทศอยู่ที่ อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ประมาณ 25 บาทต่อตารางวา ซึ่งคาดว่าการประเมินรอบใหม่จะมีการปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน

เปิดช่องปรับราคาประเมินระหว่างรอบได้

แม้ว่าราคาประเมินจะกำหนดเป็นรอบระยะเวลา 4 ปี แต่กรมธนารักษ์ยังสามารถ ปรับราคาประเมินระหว่างรอบได้ หากมีการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อให้ราคาประเมินสามารถสะท้อนสถานการณ์จริง และช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยไม่ทำให้เกิดความผันผวนมากเกินไป

ภาคเอกชนกังวลภาระภาษีและค่าโอนเพิ่ม

นายอิสระ บุญยัง ประธานคณะกรรมการสมาคมการค้ากลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ออกแบบ และก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า การปรับราคาประเมินทุก 4 ปีเป็นกลไกปกติของระบบ

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นในช่วงเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว อาจเพิ่มภาระทั้งต่อภาคธุรกิจและประชาชน โดยเฉพาะ

  • ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
  • ค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์
  • ค่าจดจำนอง

ทั้งนี้ หากภาครัฐยังคงมาตรการ ลดค่าธรรมเนียมโอนและจำนองเหลือ 0.01% ต่อไป จะช่วยลดผลกระทบได้ในระดับหนึ่ง

แนวโน้มเจ้าของที่ดินปรับกลยุทธ์ถือครอง

นายวสันต์ คงจันทร์ นายกสมาคมการขายและการตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประเมินว่า หากราคาประเมินที่ดินปรับเพิ่มเฉลี่ย 15% ราคาซื้อขายจริงในตลาดอาจเพิ่มขึ้นมากกว่านั้น

ในพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ ราคาซื้อขายจริงอาจขยับไปสู่ระดับ 3–4 ล้านบาทต่อตารางวา

ขณะที่พื้นที่อื่นมีแนวโน้มปรับขึ้นแตกต่างกัน เช่น

  • พื้นที่นอกเมืองและปริมณฑล อาจเพิ่มขึ้น 4–5 เท่า
  • เมืองหลักในต่างจังหวัด อาจเพิ่มขึ้น 2–3 เท่า
  • ที่ดินเกษตรกรรม อาจเพิ่มขึ้น 5–10 เท่า

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ยังซบเซา อาจทำให้เจ้าของที่ดินบางส่วนเลือก ขาย ปล่อยเช่า หรือปรับรูปแบบการใช้ประโยชน์เป็นเกษตรกรรม เพื่อให้เข้าเกณฑ์ภาษีที่ต่ำลง และลดภาระค่าใช้จ่ายในระยะยาว

อ้างอิงข่าวต้นฉบับ
 ประชาชาติธุรกิจ
 https://www.prachachat.net/property/news-1956431


เผยแพร่เมื่อ: 09/03/2026